อยากมีบ้านต้องรู้ ส่องสูตรคำนวณกู้เงินซื้อบ้านสุด EASY
แต่หนึ่งคำถามที่มักจะมีอยู่ในใจก็คือ “ถ้าเป็นพนักงานออฟฟิศที่มีเงินเดือนเท่านี้ จะกู้เงินซื้อบ้านได้เท่าไร?” Krungsri The COACH จะพาทุกคนมาดูสูตรคำนวณเงินกู้บ้านสุด EASY กัน พร้อมวิธีวางแผนผ่อนบ้านเดือนละเท่าไรให้เหมาะสมกับรายได้ อ่านจบแล้วจะช่วยให้ชาวออฟฟิศนมีแนวทางที่ชัดเจนในการกู้เงินซื้อบ้านอย่าง แน่นอน
ส่องสูตรคํานวณเงินกู้บ้านสุด EASY เงินเดือนเท่านี้ กู้ซื้อบ้านได้เท่าไร ?
อย่างไรก็ตาม “40%” เป็นเพียงตัวเลขเบื้องต้นเท่านั้น อาจมีการปรับลดมาได้ หากคุณมีภาระหนี้สินอื่น ๆ อยู่ เช่น สินเชื่อไฟแนนซ์รถยนต์ เนื่องจากธนาคารจะกำหนดอัตราส่วนภาระหนี้ต่อรายได้ หรือ Debt Service Ratio (DSR) ให้ไม่เกิน 40% - 50% ของรายได้สุทธิในแต่ละเดือนนั่นเอง
ตัวอย่างการคำนวณวงเงินกู้บ้านสูงสุดแบบง่าย ๆ
เพื่อให้คุณเห็นภาพชัดเจนมากขึ้น เรามีตัวอย่างการคำนวณวงเงินกู้บ้านมาให้ดูกัน ตัวอย่างที่ 1 พนักงานออฟฟิศ มีเงินเดือน 30,000 บาทวงเงินที่ขอกู้ซื้อบ้านได้ประมาณ : (30,000 x 40%) x 150 = 1,800,000 บาท
ตัวอย่างที่ 2 พนักงานออฟฟิศ มีเงินเดือน 50,000 บาท
วงเงินที่ขอกู้ซื้อบ้านได้ประมาณ : (50,000 x 40%) x 150 = 3,000,000 บาท
ถ้ามีหนี้สินอื่น ๆ อยู่ สามารถกู้เงินซื้อบ้านได้สูงสุดเท่าไร ?
สำหรับใครที่มีหนี้สินอื่น ๆ อยู่ สามารถคำนวณวงเงินกู้บ้านสูงสุดได้ง่าย ๆ โดยการคำนวณความสามารถในการผ่อนชำระของแต่ละเดือนก่อนด้วยสูตร “(รายได้ต่อเดือน) x 40%” หลังจากนั้นให้นำไปหักลบกับภาระหนี้ที่มีอยู่ แล้วนำตัวเลขที่เหลือไปคูณ 150 เพื่อหาวงเงินกู้บ้านสูงสุดตัวอย่างที่ 1 พนักงานออฟฟิศ มีเงินเดือน 30,000 บาท และมีภาระผ่อนรถยนต์อยู่ 7,000 บาทต่อเดือน
วงเงินที่ขอกู้ซื้อบ้านได้ประมาณ ((30,000 x 40%) - 7,000) x 150 = 750,000 บาท
ตัวอย่างที่ 2 พนักงานออฟฟิศ มีเงินเดือน 50,000 บาท และมีภาระผ่อนรถยนต์อยู่ 7,000 บาทต่อเดือน
วงเงินที่ขอกู้ซื้อบ้านได้ประมาณ ((50,000 x 40%) - 7,000) x 150 = 1,950,000 บาท
แนะนำวิธีคำนวณความสามารถในการกู้ง่าย ๆ ด้วยเครื่องมือจากธนาคารกรุงศรี
- ระบุรายได้ต่อเดือน (รวมรายได้ผู้กู้ร่วม (ถ้ามี))
- ระบุภาระหนี้ต่อเดือน (ถ้ามี)
- ระบุระยะเวลาที่ขอกู้ (ปี)
- กดคำนวณ
ระบุข้อมูลให้ครบทุกช่องเพื่อคำนวณวงเงินกู้ซื้อบ้านสูงสุด
- รายได้ต่อเดือน 30,000 บาท
- ภาระหนี้ต่อเดือน 0 บาท
- ระยะเวลาที่ขอกู้ 30 ปี
นอกจากเครื่องคำนวณความสามารถในการกู้แล้ว ธนาคารกรุงศรี ยังมีอีก 2 เครื่องมือในการช่วยคำนวณ ได้แก่
- คำนวณยอดผ่อนชำระต่อเดือน
- คำนวณความคุ้มค่าก่อนรีไฟแนนซ์ (คำนวณแบบละเอียด)
ตารางเปรียบเทียบรายได้กับวงเงินกู้ซื้อบ้านสูงสุด และยอดผ่อนชำระต่อเดือน
| เงินเดือน (บาท) | วงเงินกู้บ้านสูงสุด (บาท) | วงเงินผ่อนชำระรายเดือน (บาท) | ระยะเวลากู้ (ปี) |
|---|---|---|---|
| 15,000 | 1,638,900 | 10,700 | 30 |
| 20,000 | 2,174,100 | 14,100 | 30 |
| 25,000 | 2,726,000 | 17,700 | 30 |
| 30,000 | 3,261,200 | 21,100 | 30 |
| 40,000 | 4,348,200 | 28,200 | 30 |
| 50,000 | 5,435,300 | 35,200 | 30 |
| 100,000 | 10,870,600 | 70,400 | 30 |
| 150,000 | 16,305,900 | 105,500 | 30 |
- ผลการคำนวณข้างต้นเป็นการคำนวณผ่าน เครื่องคำนวณความสามารถในการกู้ของธนาคารกรุงศรีฯ (ณ วันที่ 17 กรกฎาคม 2568) และเป็นเพียงการคำนวณเบื้องต้นเท่านั้น อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ ภายใต้หลักเกณฑ์ และเงื่อนไขของธนาคาร
- โปรดตรวจสอบอัตราดอกเบี้ยของแต่ละประเภทผลิตภัณฑ์ ประเภทหลักประกัน และเงื่อนไขอื่น ๆ จากเจ้าหน้าที่ธนาคาร
- การพิจารณาอนุมัติสินเชื่อเป็นไปตามหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขที่ธนาคารกำหนด
- หากมีหนี้สินอื่น ๆ ควรพิจารณาชำระหนี้ให้ลดลง เพื่อเพิ่มความสามารถในการกู้
- ในกรณีที่มีผู้กู้ร่วม อาจช่วยเพิ่มวงเงินกู้บ้านสูงสุดได้
จะรู้ได้อย่างไรว่า แต่ละเดือนเราต้องเสียดอกเบี้ยผ่อนบ้านกี่บาท ?
สูตรการคำนวณดอกเบี้ยลดต้นลดดอกรายเดือน
(เงินต้นคงเหลือ x อัตราดอกเบี้ยต่อปี) / 365 วัน x จำนวนวันในเดือนนั้น ๆ
ตัวอย่างการคำนวณดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก
สมมติว่ากู้เงินซื้อบ้านมา 3,000,000 บาท ด้วยอัตราดอกเบี้ย 5% ต่อปี และในเดือนนั้นมี 31 วัน
ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายในเดือนนั้นจะเท่ากับ : (3,000,000 x 5%) / 365 x 31 = 12,739.73 บาท
หากค่างวดที่เราต้องผ่อนชำระในเดือนนั้นคือ 20,000 บาท เงินจำนวนนี้จะถูกแบ่งไปจ่ายดอกเบี้ย 12,739.73 บาท และส่วนที่เหลืออีก 7,260.27 บาท จะถูกนำไปหักลบออกจากเงินต้นนั่นเอง
3 สิ่งที่มีผลต่อการกำหนดงบประมาณในการกู้เงินซื้อบ้าน
1. ทำเลที่ตั้ง
ทำเลที่ตั้งเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการเลือกซื้อบ้าน เพราะต้องอาศัยอยู่บ้าน และสภาพแวดล้อมรอบเป็นอีกหลายปี หากเป็นบ้านที่อยู่ใจกลางเมือง ใกล้สิ่งอำนวยความสะดวก ราคาก็จะสูงกว่าบ้านที่อยู่ชานเมือง2. ขนาดของที่อยู่อาศัย
ขนาดบ้านที่ต้องการจะซื้อส่งผลโดยตรงต่อราคา และจำนวนเงินที่ต้องกู้ บ้านที่มีขนาดใหญ่ก็จะมีราคาที่สูงมากขึ้น ดังนั้นต้องพิจารณาถึงขนาดบ้านและพื้นที่ใช้สอย และจำนวนผู้อยู่อาศัยในบ้านหลังนั้นด้วย3. สิ่งอำนวยความสะดวกในพื้นที่
บ้านที่อยู่ใกล้สิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ย่อมจะมีราคาที่สูงกว่า เช่น ใกล้แหล่งศูนย์การค้า สถานศึกษา สวนสาธารณะ รวมถึงการเดินทางสะดวกเพราะใกล้ทางด่วนหรือแนวรถไฟฟ้า
| ทำเล | คอนโด | ทาวน์โฮม | บ้านเดี่ยว |
|---|---|---|---|
| เมืองชั้นใน (เช่น สาทร, สีลม, เพลินจิต, ราชประสงค์) |
10.6 ล้านบาท | 5.9-6.1 ล้านบาท | 10-60 ล้านบาท |
| เมืองชั้นกลาง (เช่น พหลโยธิน, ลาดพร้าว, รามคำแหง) |
7-9 ล้านบาท | 6 ล้านบาท | 4-15 ล้านบาท |
| วงแหวนฝั่งตะวันออก (เช่น ถ.รามอินทรา, มีนบุรี, ลำลูกกา) |
4-7 ล้านบาท | 3-5 ล้านบาท | 5-12 ล้านบาท |
| วงแหวนฝั่งตะวันตก (เช่น บางบอน, หนองแขม, คันนายาว) |
4-7 ล้านบาท | 2-4 ล้านบาท | 10-40 ล้านบาท |
ตารางราคาบ้านเฉลี่ยในกรุงเทพฯ
ช่วงปี 2566-2567
(ที่มา Checkraka, Propertyhub และ ddproperty)
(ที่มา Checkraka, Propertyhub และ ddproperty)
5 ทริกวางแผนเก็บเงินกู้ซื้อบ้านในฝันให้สำเร็จ ผ่อนบ้านไหวในระยะยาว
1. เลือกบ้านที่ใช่ ในราคาที่เอื้อมถึง
โดยหลักการที่ปลอดภัยคือราคาบ้านนั้นไม่ควรเกิน 60 เท่าของรายได้ต่อเดือน เช่น นายกรุงศรี มีเงินเดือน 50,000 บาท ไม่ควรกู้เงินซื้อบ้านราคามากกว่า 3,000,000 บาท เพื่อลดภาระในการผ่อนชำระต่อเดือนที่มากเกินไป2. เก็บเงินออมอย่างน้อย 20% ของราคาบ้านสำหรับค่าดาวน์บ้าน
หลังจากรู้งบราคาบ้านที่ต้องการซื้อเรียบร้อยแล้ว แนะนำให้เก็บเงินดาวน์อย่างน้อย 20% ของราคาบ้าน เช่น ต้องการซื้อบ้านราคา 3,000,000 บาท ต้องเก็บเงินดาวน์อย่างน้อย 600,000 บาท (3,000,000 x 20%)3. วางแผนเก็บเงินดาวน์บ้านอย่างเป็นระบบ
ลองเก็บเงินเป็นประจำทุกเดือนตามยอดผ่อนบ้านที่เราตั้งไว้ ตัวอย่าง นายกรุงศรี มีเงินเดือน 50,000 บาท วางแผนซื้อบ้านอีก 3 ปีข้างหน้า โดยจะกู้เงินซื้อบ้านราคา 3,000,000 บาท และผ่อนชำระงวดละ 20,000 บาทต่อเดือน จากนั้นเริ่มวางแผนเก็บเงินซื้อบ้าน ดังนี้- ปีที่ 1 ออมเดือนละ 20,000 บาท ดังนั้น ปีที่ 1 เก็บเงินได้ 240,000 บาท (12 x 20,000)
- ปีที่ 2 ออมเดือนละ 20,000 บาท ดังนั้น ปีที่ 2 เก็บเงินได้ 240,000 บาท (12 x 20,000)
- ปีที่ 3 ออมเดือนละ 20,000 บาท ดังนั้น ปีที่ 3 เก็บเงินได้ 240,000 บาท (12 x 20,000)
4. เช็กภาระหนี้ที่ต้องผ่อนชำระต่อเดือน
เพราะการกู้เงินซื้อบ้านนั้น เป็นการสร้างภาระหนี้ขึ้นมาใหม่ ดังนั้นหากภาระการผ่อนหนี้ต่อเดือนในปัจจุบันยังสูงอยู่ อาจจะมีปัญหาในการผ่อนบ้านไม่ไหวในอนาคตได้ ซึ่งแนะนำว่าการผ่อนบ้านไม่ ควรเกิน 40% ของรายได้ทั้งหมดต่อเดือน และเมื่อรวมการผ่อนชำระหนี้อื่น ๆ อีก ต้องมียอดผ่อนทั้งหมดไม่ควรเกิน 50% ของรายได้ทั้งหมดต่อเดือนตัวอย่าง นายกรุงศรีมีเงินเดือน 50,000 บาท
- ควรผ่อนบ้านได้ไม่เกิน 20,000 บาทต่อเดือน (50,000 x 40%)
- และเมื่อผ่อนชำระหนี้รวมทั้งหมดไม่ควรเกิน 25,0000 บาทต่อเดือน (50,000 x 50%)
หากนายกรุงศรีมีการผ่อนชำระหนี้ปัจจุบันอยู่ 10,000 บาทต่อเดือน และอีก 3 ปี หลังจากนายกรุงศรีซื้อบ้าน ยอดการผ่อนชำระหนี้ทั้งหมดจะเท่ากับ 30,000 บาท ตามรายละเอียดข้างล่างนี้
- ค่าผ่อนหนี้ปัจจุบัน 10,000 บาทต่อเดือน
- ค่าผ่อนบ้าน 20,000 บาทต่อเดือน
ดังนั้นเพื่อให้นายกรุงศรีสามารถกู้เงินซื้อบ้านได้อย่างสบายใจ และมั่นใจว่าสามารถผ่อนบ้านในระยะหลายสิบปีไหวอย่างแน่นอน ภายใน 3 ปีนี้ นายกรุงศรีจะต้องวางแผนจัดการหนี้ปัจจุบันให้เหลือยอดผ่อนชำระไม่เกิน 5,000 บาทต่อเดือนจากยอดผ่อนชำระ 10,000 บาทต่อเดือน ซึ่งหากจัดการภาระหนี้ได้ จะทำให้ค่าผ่อนทั้งหมดอยู่ที่ 25,0000 บาทต่อเดือน ได้แก่
- ค่าผ่อนหนี้ปัจจุบัน 5,000 บาทต่อเดือน
- ค่าผ่อนบ้าน 20,000 บาทต่อเดือน
5. เช็กประวัติเครดิตบูโร และรักษาประวัติการชำระหนี้ให้ดี
เพื่อเพิ่มโอกาสในการยื่นขอสินเชื่อเพื่อกู้เงินซื้อบ้าน เพราะหากเรามีประวัติการชำระหนี้ที่ดี ย่อมมีโอกาสที่ธนาคารจะพิจารณาปล่อยสินเชื่อเงินกู้ได้ง่ายขึ้น
ตัวช่วยสำหรับคนที่ต้องการทุนในการกู้เงินซื้อบ้าน ขอสินเชื่อที่ไหนดี ?
สำหรับสินเชื่อบ้านกรุงศรีเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยผู้กู้ต้องศึกษารายละเอียดการกู้อย่างรอบคอบ โดยกู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว
- อัตราดอกเบี้ยลดต้นลดดอกตลอดอายุสัญญาอยู่ระหว่าง 3.830% - 5.732% ต่อปี*
หมายเหตุ: อัตราดอกเบี้ยนี้เป็นข้อมูล ณ วันที่โพสต์บทความ สามารถตรวจสอบอัตราดอกเบี้ยปัจจุบัน และรายละเอียดการคำนวณเพิ่มเติมได้ที่สินเชื่อบ้านกรุงศรีเพื่อซื้อที่อยู่อาศัย
การวางแผนกู้เงินซื้อบ้านนั้น เป็นการกู้เงินที่เป็นภาระหนี้สินระยะยาว ผู้กู้จะต้องรับผิดชอบการผ่อนชำระหลายสิบปี ดังนั้นผู้กู้ควรพิจารณาว่าจะผ่อนบ้านเดือนละเท่าไร่และเงินเดือนกู้บ้านได้ ในระดับใด เพื่อไม่ให้เครียดจนเกินไป และหลีกเลี่ยงการเป็นหนี้เสียในอนาคต ซึ่งจะส่งผลถึงการเสียประวัติเครดิตบูโรอีกด้วย วิธีที่จะช่วยลดภาระการผ่อนบ้านให้เบาลงได้ก็คือ การเก็บเงินดาวน์บ้านเพิ่มบางส่วน เพื่อที่จะได้กู้ซื้อบ้านเท่าที่จำเป็น ราคาบ้านไม่สูงจนเกินความสามารถของเรา ซึ่งสัดส่วนการผ่อนบ้านไม่ควรเกิน 40% ของรายได้ทั้งหมดต่อเดือน เพื่อไม่ให้ภาระทางการเงินในแต่ละเดือนหนักจนเกินไป และ Krungsri The COACH มั่นใจว่าหากเรามีการวางแผนกู้เงินซื้อบ้านมาเป็นอย่างดีแล้ว เราจะมีความสุขกับการใช้ชีวิตในบ้านที่แสนอบอุ่นหลังนี้อย่างแน่นอน


