รู้ไว้ไม่เสียเปรียบ ดอกเบี้ยเงินกู้ตามกฎหมาย ร้อยละเท่าไหร่
By
Krungsri The COACH
ดอกเบี้ยเงินกู้ คืออะไร ?
ดอกเบี้ยเงินกู้ตามกฎหมาย ร้อยละเท่าไหร่ ?
อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืมระหว่างบุคคล
การกู้ยืมเงินระหว่างบุคคลทั่วไปที่ไม่ได้เป็นสถาบันการเงิน กฎหมายกำหนดให้เรียกเก็บดอกเบี้ยได้สูงสุดไม่เกิน ร้อยละ 15 ต่อปี หรือเทียบเท่า ร้อยละ 1.25 ต่อเดือน หากมีการเรียกเก็บดอกเบี้ยเกินกว่าอัตรานี้จะถือว่าผิดกฎหมายทันที ทั้งนี้ เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต การกู้ยืมระหว่างบุคคลควรจัดทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรที่ระบุเงื่อนไขต่าง ๆ ให้ชัดเจนด้วยอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สำหรับสถาบันการเงิน
สถาบันการเงินที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะมีกฎหมายเฉพาะที่อนุญาตให้เรียกเก็บดอกเบี้ยเงินกู้ตามกฎหมาย ค่าปรับ และค่าธรรมเนียมอื่น ๆ รวมกันแล้วได้สูงสุดไม่เกิน ร้อยละ 25 ต่อปี โดยอัตราที่แท้จริงจะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับประเภทของสินเชื่อ และนโยบายของแต่ละสถาบัน
ดอกเบี้ยเงินกู้มีกี่แบบ คำนวณอย่างไร ?
1. ดอกเบี้ยแบบคงที่ (Flat Rate)
ดอกเบี้ยแบบคงที่ คือ การคิดดอกเบี้ยจากเงินต้นเต็มจำนวนตลอดอายุสัญญา ทำให้ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายในแต่ละงวดมีจำนวนเท่ากันไม่เปลี่ยนแปลง วิธีนี้มักพบในสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ มีข้อดีคือ เข้าใจง่าย คำนวณไม่ซับซ้อน ทำให้ผู้กู้ทราบยอดผ่อนที่แน่นอนตั้งแต่แรก แต่มีข้อจำกัดตรงที่ไม่สามารถนำเงินก้อนมาโปะเพื่อลดดอกเบี้ยได้ตัวอย่างการคำนวณดอกเบี้ยแบบคงที่แบบง่าย ๆ
ตัวอย่าง : กู้เงิน 150,000 บาท อัตราดอกเบี้ยคงที่ 10% ต่อปี ระยะเวลาผ่อน 3 ปี (36 งวด)- ดอกเบี้ยทั้งหมดที่ต้องจ่าย : 150,000 บาท x 10% x 3 ปี = 45,000 บาท
- ยอดหนี้รวม : 150,000 บาท + 45,000 บาท = 195,000 บาท
- ค่างวดต่อเดือน : 195,000 บาท ÷ 36 งวด = 5,416.67 บาท
2. ดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก (Effective Rate)
ดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก เป็นวิธีการคำนวณดอกเบี้ยจากเงินต้นคงเหลือในแต่ละงวด ทำให้เมื่อเราผ่อนชำระไปเรื่อย ๆ เงินต้นจะลดลง ส่งผลให้ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายในงวดถัด ๆ ไปลดลงตามไปด้วย มักพบในสินเชื่อส่วนบุคคล และสินเชื่อบ้าน มีข้อดีตรงที่สามารถจ่ายเงินเกินค่างวด (โปะ) เพื่อให้เงินต้นลดลงเร็วขึ้น และประหยัดดอกเบี้ยโดยรวมได้ตัวอย่างการคำนวณดอกเบี้ยลดต้นลดดอกแบบง่าย ๆ
ตัวอย่าง : กู้เงิน 80,000 บาท อัตราดอกเบี้ยลดต้นลดดอก 20% ต่อปี ตกลงผ่อนชำระเดือนละ 4,000 บาท (25 งวด)การคำนวณงวดที่ 1 (สมมติมี 31 วัน)
- ดอกเบี้ยที่ต้องจ่าย : (80,000 บาท x 20% x 31 วัน) ÷ 365 วัน = 1,358.90 บาท
- เงินที่นำไปหักเงินต้น : 4,000 บาท - 1,358.90 บาท = 2,641.10 บาท
- เงินต้นคงเหลือ : 80,000 บาท - 2,641.10 บาท = 77,358.90 บาท
การคำนวณงวดที่ 2 (สมมติมี 31 วัน)
- ดอกเบี้ยที่ต้องจ่าย : (77,358.90 x 20% x 31 วัน) ÷ 365 วัน = 1,314.04 บาท
- เงินที่นำไปหักเงินต้น : 4,000 - 1,314.04 = 2,685.96 บาท
- เงินต้นคงเหลือ : 77,358.90 - 2,685.96 = 74,672.94 บาท
จะเห็นได้ว่าดอกเบี้ยในงวดที่ 2 ลดลงจากงวดแรก เนื่องจากเงินต้นคงเหลือลดลงนั่นเอง
อ่านวิธีคำนวณดอกเบี้ยอย่างละเอียดได้ที่ : ปลดล็อกสกิลการคิดดอกเบี้ยเงินกู้ รู้ก่อนได้เปรียบกว่า
เลือกสินเชื่อที่คิดดอกเบี้ยแบบไหนดี ?
สำหรับสินเชื่อที่คิดดอกเบี้ยแบบคงที่ (Flat Rate) จะเหมาะกับผู้ที่ต้องการความชัดเจนในการวางแผนการเงิน มีรายรับค่อนข้างคงที่ และต้องการทราบยอดผ่อนชำระที่แน่นอนในแต่ละเดือน เพื่อบริหารจัดการงบประมาณได้ง่าย
ในทางกลับกัน สินเชื่อที่คิดดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก (Effective Rate) จะตอบโจทย์ผู้ที่มีวินัยทางการเงินสูง หรืออาจมีรายได้พิเศษเข้ามาเป็นครั้งคราว และต้องการความยืดหยุ่นในการชำระคืน เพราะสามารถนำเงินก้อนมาโปะเพื่อลดเงินต้น ซึ่งจะช่วยให้ประหยัดดอกเบี้ยในระยะยาวและปิดหนี้ได้เร็วขึ้น
รวม 5 กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับดอกเบี้ยเงินกู้ รู้ไว้ไม่ถูกเอาเปรียบ
1. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
เป็นกฎหมายพื้นฐานที่วางกรอบการกู้ยืมเงิน มีมาตราที่สำคัญดังนี้- มาตรา 7 : หากคู่สัญญาไม่ได้ตกลงเรื่องอัตราดอกเบี้ยกันไว้ กฎหมายให้คิดอัตราดอกเบี้ยที่ร้อยละ 3 ต่อปี
- มาตรา 654 : การกู้ยืมเงินที่มีมูลค่าเกิน 2,000 บาทขึ้นไป จะต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือที่ลงลายมือชื่อผู้กู้ จึงจะสามารถใช้ฟ้องร้องบังคับคดีได้
- มาตรา 655 : หากตกลงที่จะคิดดอกเบี้ยกัน จะต้องระบุอัตราดอกเบี้ยนั้นไว้ในสัญญาให้ชัดเจน
2. พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551
กฎหมายฉบับนี้ให้อำนาจธนาคารแห่งประเทศไทยในการกำกับดูแลการดำเนินงานของสถาบันการเงิน และกำหนดให้ธนาคารต้องเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ย ค่าบริการ และค่าธรรมเนียมต่าง ๆ อย่างโปร่งใสและชัดเจนแก่ผู้บริโภค3. พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560
เป็นกฎหมายที่ควบคุมดอกเบี้ยเงินกู้ตามกฎหมายโดยตรง โดยระบุว่าบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน สามารถเรียกเก็บดอกเบี้ยได้ไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี หากผู้ใดฝ่าฝืนจะมีโทษทั้งจำคุก และโทษปรับ4. พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 (ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม)
ให้ความคุ้มครองผู้บริโภคในการทำสัญญาต่าง ๆ รวมถึงสัญญากู้ยืมเงิน โดยกำหนดให้ข้อสัญญาต้องมีความเป็นธรรม ไม่แอบแฝงเงื่อนไขที่เอาเปรียบผู้กู้จนเกินไป เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับทุกฝ่าย5. ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย
ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกประกาศเพื่อกำกับดูแลสินเชื่อส่วนบุคคลโดยเฉพาะ โดยกำหนดเพดานอัตราดอกเบี้ย ค่าปรับ ค่าบริการ และค่าธรรมเนียมอื่น ๆ รวมกันแล้วต้องไม่เกินร้อยละ 25 ต่อปี (Effective Rate) ซึ่งถือเป็นเกณฑ์ที่สถาบันการเงินทุกแห่งต้องปฏิบัติตามจะเห็นได้ว่า กฎหมายและประกาศต่าง ๆ ที่เข้ามากำกับดูแลนั้น เปรียบเสมือนเกราะป้องกันที่ช่วยสร้างความเป็นธรรมให้ผู้กู้ ดังนั้น การนำความเข้าใจนี้มาใช้ประกอบการตัดสินใจ จะช่วยให้เราเลือกสินเชื่อจากสถาบันการเงินที่น่าเชื่อถือได้อย่างมั่นใจ และไม่เสียเปรียบ


